วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ

ทฤษฏีบุคลิกภาพ (Personality Theories)


ในวงการจิตวิทยา การศึกษาบุคลิกภาพคือ การศึกษาความคงที่ (Consistency) ความซับซ้อน (Complexity) ความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลและกลุ่มบุคคล การศึกษาบุคลิกภาพทั้งในศาสตร์จิตวิทยาและศาสตร์อื่นๆ มีประวัติความเป็นมายาวนาน เพราความรู้เกี่ยวกับบุคลิกภาพมีความสำคัญในวิถีชีวิตของบุคคลและสังคมในมุมมองอันหลากหลาย สำหรับในศาสตร์จิตวิทยาการศึกษาบุคลิกภาพได้เริ่มอย่างจริงจัง เมื่อประมาณร้อยกว่าปีมานี้ เนื่องเพราะความซับซ้อนและความหลากหลายของบุคลิกภาพ การศึกษาดังกล่าวจึงมีคำอธิบายและข้อสรุปหลายแนวคิดหลายวิธี ตามความเชื่อที่ได้จากการพบเห็นหรือการสำรวจค้นคว้าและศึกษาวิจัย จึงได้นำเสนอแนวคิดออกมาในเชิงทฤษฏีบุคลิกภาพที่สำคัญๆ ได้แก่                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     1.แนวความคิดตามทฤษฏีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
             ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmound Freud) เป็นนักจิตวิทยาแบบจิตวิเคราะห์ คิดค้นทฤษฏีจิตวิเคราะห์จากการสังเกตคนไข้ในคลินิก เป็นผู้ค้นพบในลักษณะเด่นส่วนบุคคลในเรื่องบุคลิกภาพ โดยเน้นพลังจิตใต้สำนึกที่มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล มีความเชื่อว่า จิตมนุษย์ทำงาน 3 ระดับ คือ
1.ระดับจิตสำนึก (Conscious Mind) เป็นจิตที่รู้ตัวทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไร รับรู้อะไรอยู่ในขณะนี้ จิตส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่เผชิญกับความจริงของสิ่งแวดล้อมภายนอก ส่วนของจิตนี้จะเปรียบได้กับส่วนของน้ำแข็งที่ลอยอยู่เหนือน้ำ การทำงานของอีโก้และซุปเปอร์อีโก้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในจิตระดับนี้
2.ระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) เป็นจิตที่รู้ตัวบ้างไม่ได้อยู่ในจิตสึกนึกเป็นส่วนที่จิตรับเอาประสบการณ์ที่ได้จากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเก็บไว้ เช่น ความคิด ความจำ ข้อมูลข่าวสารบางอย่างและสามารถนำเอาประสบการณ์เหล่านี้มาใช้ได้
3.จิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) พลังจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่จิตสำนึก มักจะซ่อนตัวอยู่ในจิตไร้สำนึก เพราะส่วนที่อยู่ใต้น้ำนี้จะทำหน้าที่เก็บประสบการณ์ต่างๆ บางอย่างไว้ และเก็บฝังลึกไว้จนไม่สามารถจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออก โดยที่เขาไม่รู้สึกตัว
 โครงสร้างบุคลิกภาพ
โครงสร้างบุคลิกภาพเป็นแนวคิดของฟรอยด์ มี 3 ลักษณะ คือ Id, Ego และ Superego ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิต และเป็นพลังผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมต่างๆ จนหลอมเป็นบุคลิกลักษณะของบุคคล พลังทั้ง 3 นี้ ทำงานสัมพันธ์กันไม่แยกจากกันโดยเด็ดขาด บุคลิกภาพของใครจะเป็นเช่นไร เป็นผลจากการปะทะสัมพันธ์ของพลังงานทั้ง 3 นี้คือ
Id อิด เป็นพลังงานที่ติดตัวแต่กำเนิด มีฐานจากความต้องการทางชีววิทยาที่สำคัญ 2 ประการ คือ ความต้องการทางเพศ (Sex) และความก้าวร้าว (Aggression) เป้าหมายหลักของพลังงานนี้คือ การแสวงหาและการได้รับการตอบสนอง ความพอใจทางกายเป็นหลักการที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น อิดจึงเป็นหลักการแห่งความพอใจ โดยไม่คำนึกถึงข้อเท็จจริง หรือความชอบธรรมและความถูกต้อง
Ego อีโก้ เป็นพลังงานที่พัฒนาจากการเรียนรู้โลกตามความเป็นจริง ตังแต่วัยเด็ก เพื่อสนองพลังอิด โดยน้อมนำพลัง Superego ให้เข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาในการสนองพลังงานดังกล่าว พลังงานนี้จะรับรู้โลกตามข้อเท็จจริง อีโก้จึงเป็นหลักการแห่งความเป็นจริง พฤติกรรมใดๆที่ถูกเร้าโดยพลัง Ego จะเป็นพฤติกรรมที่มีเหตุผลและสังคมยอมรับ
Superego ซูเปอร์อีโก้ พัฒนามาจากกระบวนการเรียนรู้ของบุคคลในสังคมวัฒนธรรมนั้นๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่บุคคลยังอยู่ในวัยเด็ก อายุประมาณ 2-3 ปี ซูเปอร์อีโก้ คือจิตสำนึกแห่งคุณธรรมความดีงาม ความรู้จักรับผิดชอบชั่วดี ตามแนวคิดของฟรอยด์ Ego จะนำพลังนี้เป็นส่วนประกอบของพลัง Id
พลังทั้ง 3 นี้ จะทำงานไม่แยกจากกัน พลังใดมีอิทธิพลมากที่สุด บุคคลก็จะมีบุคลิกลักษณะโน้มเอียงไปในทิศทางนั้น บุคลิกภาพที่พึ่งประสงค์ คือ บุคคลที่พลัง Ego สามารถประสานพลัง Id และ Superego ให้ทำงานร่วมกันอย่างดุลยภาพ
ขั้นตอนการพัฒนาบุคลิกภาพ (Stage of Psychosexual Development)
ฟรอยด์ อธิบายว่า ลักษณะพัฒนาการและประสบการณ์ในวัยทารกและวัยเด็ก เป็นรากฐานของบุคลิกภาพของมนุษย์เมื่อเป็นผู้ใหญ่ การพัฒนาในวัยผู้ใหญ่เป็นการเสริมต่อจากรากฐานนั้น โดยฟรอยด์ ได้กล่าวถึงความต้องการทางร่างกายของมนุษย์ว่า เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ซึ่งคนมีทัดเทียมกับสัตว์ประเภท อื่นๆ ความต้องการนี้เป็นพลังชีวิต ทำให้คนแสวงหาความสุข ความพอใจจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย (Zone) ที่แตกต่างไปตามวัยพัฒนาไปเป็นขั้นตอนตามลำดับ เริ่มต้นจากแรกเกิดจนสิ้นสุดในวัยรุ่น พัฒนาการนี้เรียกว่า Psychosexual Development Stage
บุคคลใดพัฒนาไปตามขั้นตอนดังกล่าวด้วยดี ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีพัฒนาการทางบุคลอกภาพที่สมบูรณ์ หากไม่เป็นไปดังกล่าวก็จะเกิดสภาวะ การชะงักงัน” (Fixation) อาจเป็นการติดข้องอยู่ในขั้นใดขั้นหนึ่งหรือหลายขั้นก็ได้ ผู้ใดติดข้องอยู่ในวัยใดขั้นใด ก็จะยังคงแสวงหาความพอใจในขั้นติดข้องอยู่ต่อไป แม้ว่าจะผ่านวัยนั้นที่เป็นไปตามขั้นตอนนั้นมาแล้ว สภาพ การชะงักงันมีผลต่อพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ ซึ่งมี 5 ขั้นตอนดังนี้
1) ขั้นปาก (0-18 เดือน) ฟรอยด์เรียกขั้นนี้ว่า เป็นขั้นออรอล เพราะความพึงพอใจอยู่ที่ช่องปาก เริ่มตั้งแต่เกิด เด็กอ่อนจนถึงอายุราวๆ 2 ปี หรือวัยทารก เป็นวัยที่ความพึงพอใจ เกิดจากการดูดนมแม่ นมขวด และดูดนิ้ว เป็นต้น ในวัยนี้ความคับข้องใจ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "การติดตรึงอยู่กับที่" (Fixation) ได้และมีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ เรียกว่า "Oral Personality" มีลักษณะที่ชอบพูดมาก และมักจะติดบุหรี่ เหล้า และชอบดูด หรือกัดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด บางครั้งจะแสดงด้วยการดูดนิ้ว หรือดินสอ ปากกามีลักษณะแบบนี้อาจจะชอบพูดจาถากถาง เหน็บแนม เสียดสีผู้อื่น
2) ขั้นทวารหนัก (18 เดือน – 3 ปี) ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กวัยนี้ได้รับความพึงพอใจทางทวารหนัก คือ จากการขับถ่ายอุจจาระ และในระยะซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง และความคับข้องใจของเด็กวัยนี้ เพราะพ่อแม่มักจะหัดให้เด็กใช้กระโถน และต้องขับถ่ายเป็นเวลา เนื่องจากเจ้าของความต้องการของผู้ฝึก และความต้องการของเด็ก เกี่ยวกับการขับถ่ายไม่ตรงกันของเด็ก คือความอยากที่จะถ่ายเมื่อไรก็ควรจะทำได้ เด็กอยากจะขับถ่ายเวลาที่มีความต้องการ ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ อาจจะเป็นคนที่ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นพิเศษ และค่อนข้างประหยัด มัธยัสถ์ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงข้าม คืออาจจะเป็นคนที่ใจกว้าง และไม่มีความเป็นระเบียบ เห็นได้จากห้องทำงานส่วนตัวจะรกไม่เป็นระเบียบ
3) ขั้นอวัยวะเพศ (3-5 ปี) ความพึงพอใจของเด็กวัยนี้อยู่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กมักจะจับต้องลูกคลำอวัยวะเพศ ระยะนี้ ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กผู้ชายมีปมเอ็ดดิปุส (Oedipus Complex) ฟรอยด์อธิบายการเกิดของปมเอ็ดดิปุสว่า เด็กผู้ชายติดแม่และรักแม่มาก และต้องการที่จะเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงคนเดียว และต้องการร่วมรักกับแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน และก็รู้ดีว่าตนด้อยกว่าพ่อทุกอย่าง ทั้งด้านกำลังและอำนาจ ประกอบกับความรักพ่อ และกลัวพ่อ ฉะนั้นเด็กก็พยายามที่จะเก็บกดความรู้สึก ที่อยากเป็นเจ้าของแม่แต่คนเดียว และพยายามทำตัวให้เหมือนกับพ่อทุกอย่าง ฟรอยด์เรียกกระบวนนี้ว่า "Resolution of Oedipal Complex" เป็นกระบวนการที่เด็กชายเลียนแบบพ่อ ทำตัวให้เหมือน "ผู้ชาย" ส่วนเด็กหญิงมีปมอีเล็คตรา (Electra Complex) ซึ่งฟรอยด์ก็ได้ความคิดมาจากนิยายกรีก เหมือนกับปมเอ็ดดิปุส ฟรอยด์อธิบายว่า แรกทีเดียวเด็กหญิงก็รักแม่มากเหมือนเด็กชาย แต่เมื่อโตขึ้นพบว่าตนเองไม่มีอวัยวะเพศเหมือนเด็กชาย และมีความรู้สึกอิจฉาผู้ที่มีอวัยวะเพศชาย แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ยอมรับ และโกรธแม่มาก ถอนความรักจากแม่มารักพ่อ ที่มีอวัยวะเพศที่ตนปรารถนาจะมี แต่ก็รู้ว่าแม่และพ่อรักกัน เด็กหญิงจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกป้องกันตน โดยเก็บความรู้สึกความต้องการของตน (Represtion) และเปลี่ยนจากการโกรธเกลียดแม่ มาเป็นรักแม่ (Reaction Formation) ขณะเดียวกันก็อยากทำตัวให้เหมือนแม่ จึงเลียนแบบ สรุปได้ว่าเด็กหญิงมีความรักพ่อ แต่ก็รู้ว่าแย่งพ่อมาจากแม่ไม่ได้ จึงเลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบับ หรือต้นแบบของพฤติกรรมของ "ผู้หญิง"
4) ขั้นแฝง (Latency Stage) เด็กวัยนี้อยู่ระหว่างอายุ 6-12 ปี เป็นระยะที่ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กเก็บกดความต้องการทางเพศ หรือความต้องการทางเพศสงบลง (Quiescence Period) เด็กชายมักเล่น หรือจับกลุ่มกับเด็กชาย ส่วนเด็กหญิง ก็จะเล่น หรือจับกลุ่มกับเด็กหญิง
5) ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีความต้องการทางเพศ วัยนี้จะมีความสนใจในเพศตรงข้าม ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่

2.แนวความคิดตามทฤษฎีบุคลิกภาพของอีริคสัน 
                อีริค อีริคสัน มีความคิดเห็นว่าพัฒนาการทางบุคลิกภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกช่วงของชีวิต มิใช่สำคัญเฉพาะพฤติกรรมในช่วงแรกของชีวิตที่อยู่ใน Critical Period เท่านั้น ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์มิได้เป็นไปเพื่อสนองความสุข ความพึงพอใจทางด้านสรีระเท่านั้น แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ-สังคม ซึ่งหมายถึง ลักษณะการอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่างพ่อ-แม่ ตลอดจนอิทธิพลของวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ ซึ่งเด็กจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ซึ่งจะเป็นเรื่องติดต่อสืบเนื่องกันไปตลอดชีวิต ในแต่ละขั้นของพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่อิริกเสนอไว้ มีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้ไม่ทางบวกก็ทางลบ ซึ่งมี 8 ขั้นด้วยกัน อีริคสันมีความเห็นว่า พัฒนาการทางบุคลิกภาพเกิดขึ้นได้เนื่องจากคนมีการติดต่อสัมพันธภาพกับสังคม ดังนั้น จึงเน้นที่สัมพันธภาพระหว่างบุคคลและสังคม ในแต่ละขั้นของการพัฒนาจะมี ช่วงวิกฤตสำหรับที่จะพัฒนาเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะ ถ้าในช่วงชีวิตใดพัฒนาการเป็นไปด้วยดี มีลักษณะทางบวกมากกว่าทางลบ พัฒนาการทางบุคลิกภาพก็จะเป็นไปในทางดี ซึ่งอีริคสันหมายถึงผู้ที่มีสุขภาพจอนดี ซึ่งจะมีลักษณะของตนที่สามารถเผชิญปัญหาหรือแก้ปัญหา ทั้งปัญหาที่เกิดจากภายในตนเอง และปัญหาจากภายนอกด้วยการที่สามารถจัดระบบระเบียบความคิดและสามารถตัดสินใจในทางตรงกันข้ามในช่วงชีวิตใด พัฒนาการเป็นไปในทางลบมากกว่า เด็กผู้นั้นจะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัว นอกจากนั้น ยังอธิบายว่า ถ้าพัฒนาการของ Ego ในตอนแรกเป็นไปด้วยดีจะไปช่วยพัฒนา Ego ในขั้นที่ 2 ต่อไป แต่ถ้าพัฒนาการในขั้นแรกไม่ดี ขั้นที่ 2 อาจจะพัฒนาไปในทางดีได้ ถ้าได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมในช่วงนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามอีริคสัน ชี้ให้เห็นถึงอิทธิที่แต่ละขั้นมีต่อกันโดยที่พัฒนาการในขั้นหลังจะได้อิทธิพลจากขั้นก่อนนั้น
พัฒนาการทางบุคลิกภาพขั้นต่างๆ 8 ขั้น มีดังนี้ คือ
1.ความไว้วางใจ-ความไม่ไว้วางใจ อายุ 0-1 ขวบ วัยนี้เป็นวัยที่เด็กยังช่วยตนเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาผู้อื่นโดยเฉพาะพ่อ-แม่ ดังนั้น ขั้นนี้จึงเป็นขั้นที่เด็กจะพัฒนาความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจทั้งตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกนี้จะพัฒนาขึ้นมาได้เนื่องจาก ความคงเส้นคงวาของพ่อ-แม่ ในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเด็กประสบการณ์ในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนา ความไว้วางใจต่อไป ซึ่งสิ่งสำคัญที่จำเป็ฯต้องคำนึงถึง คือ สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าปริมาณอาหารหรือการแสดงความรักใคร่ซึ่งเป็นไปโดยผิวเผิน ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ไม่มีความคงเส้นคงวาเด็กจะคิดว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตรายไม่น่าอยู่ มีความหวาดระแวง ซึ่งจะพัฒนาความไม่ไว้วางใจทั้งตนเองและผู้อื่นต่อไป
2. ความเป็นตัวของตัวเอง-ความไม่มั่นใจในตัวเอง อายุ 2-3 ขวบ วัยนี้เป็นวัยที่มีการพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อแข็งแรงขั้น เป็นวัยแห่งการทดลองใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นวัยที่ควรให้เกิดความสมดุล ระหว่างการเลี้ยงดูแบบปกป้องทะนุถนอมหับการเลี้ยงดูแบบไม่เอาใจใส่ ถ้าเด็กได้รับอนุญาตให้ทำสิ่งต่างๆ ได้รับการกระตุ้นให้กำลังใจ ให้ลองทำในสิ่งที่เด็กทำได้ตามความสามารถและวิธีการของเด็กแต่ละคนแล้ว ก็จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าพ่อแม่ไม่มีความอดทน ไม่ให้โอกาส หรือทำทุกๆสิ่งแทนเด็กเสียหมด เด็กจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของตนในการที่จะทำสิ่งต่างๆ
3. ความคิดริเริ่ม-ความรู้สึกผิด อายุ 4-5 ขวบ ความสามารถในการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการใช้ภาษา ซึ่งจะไปสนับสนุนขั้น autonomy ในแง่ของการดำเนินการวางแผนและริเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ อันตรายสำหรับขั้นนี้คือ ความรู้สึกผิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการทำสิ่งใหม่ๆ ถ้าเด็กได้รับอิสระในการที่จะคิดทำกิจกรรมต่างๆ และถ้าพ่อแม่มีเวลาให้กับเด็กในการตอบคำถาม ไม่เอ็ดหรือตัดบทเพราความรำคาญ ก็ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีแนวโน้มที่จะค้นคว้าศึกษาสำรวจ แต่ถ้าเด็กรู้สึกว่าผู้ใหญ่เข้มงวดกับการกระทำ ไม่เปิดโอกาสให้ได้ซักถามสิ่งที่นาสนใจอยากรู้ ซ้ำรู้สึกว่าการกระทำของเด็กเป็นสิ่งที่ก่อกวน ทำให้รำคาญใจ พูดเรื่องไร้สาระ เด็กจะรู้สึกผิดในกรณีที่จะคิดทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
4. ความขยันหมั่นเพียร-ความรู้สึกต่ำต้อย อายุ 6-11 ปี เป็นวัยที่เด็กเริ่มเข้าเรียน มีความต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น โดยการพยายามคิดทำ คิดผลิตสิ่งต่างๆ ซึ่งจะไปพัฒนาความขยันขันแข็ง อันตรายสำหรับการพัฒนาของเด็กในขั้นนี้คือ ความรู้สึกต่ำต้อย ช่วยด้วยไม่ได้ ถ้าเด็กได้รับการกระตุ้นให้ทำสิ่งต่างๆ ให้กำลังใจในการทำจนสำเร็จ และให้คำชมเชยในความพยายามของเด็ก จะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กเกิดความพยายาม แต่ถ้าเด็กทำสิ่งใดขึ้นมาแล้วผู้ใหญ่ไม่ให้ความสนใจเห็นว่าน่าเบื่อเด็กจะพัฒนาความรู้สึกต่ำต้อย
5. ความเป็นเอกลักษณ์-ความสับสนในบทบาท อายุ 12-18 ปี เด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เด็กควรจะหาเอกลักษณ์ ของตนเองได้ ถ้าวัยนี้เด็กยังหาเอกลักษณ์ของตนไม่ได้ จะเกิดความสับสนในบทบาทของตน ช่วงนี้เด็กโตพอที่จะวิเคราะห์ตนเอง หาเอกลักษณ์ของตนเองได้ รู้ตนเองคือใคร ต้องการอะไร มีความเชื่อหรือมีเจตคติอย่างไร ตลอดจนมีเป้าหมายอะไรในอนาคต ซึ่งถ้าเด็กค้นพบก็จะสามารถแสดงบทบาทของตนเองได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าเด็กหาจนเองไม่พบ ไม่ทราบว่าตนเองมีเอกลักษณ์เช่นใด เด็กจะไม่รู้ว่าตนเองคือใคร ต้องการอะไร ไม่สามารถแสดงบทบาทได้ถูกต้อง จะรับบทบาทของคนอื่นๆ ในสังคมมาเป็นของตน ซึ่งไม่สอดคล้องเหมาะสมกับตนเอง ทำให้เกิดความสับสน
6. ความผูกพัน-การแยกตัว หลังจากเด็กผ่านขั้นที่ 5 มาแล้ว สามารถหาเอกลักษณ์ของตนเองได้ รู้ว่าตนเองคือใคร มีความเชื่ออย่างไร ต้องการอะไรในชีวิต เด็กเกิดความรู้สึกต้องการมีเพื่อนสนิทที่จะสามารถรับรู้ปรับฟังสิ่งต่างๆ ที่ตนเองมีอยู่ ต้องการที่จะแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนเองมี อันตรายของวัยนี้คือ การที่เด็กไม่สามารถสร้างความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับบุคลอื่นได้ แต่กลับมีความรู้สึกแข่งขันชิงดีชิงเด่น ชอบมีเรื่องทะเลาวิวาท ซึ่งจะไปสู่การต้องแยกตัวอยู่ตามลำพัง
7. การทำประโยชน์ให้กับสังคม การคิดถึงแต่ตนเอง วัยกลางคนเป็นวัยที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม ถ้าพัฒนาการของบุคคลใดในขั้นที่ 5 และ 6 เป็นไปด้วยดี รู้ส่าตนเองมีเอกลักษณ์เช่นไร มีความต้องการอย่างไรในชีวิต ตลอดจนสามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้ เมื่อมาถึงขั้นที่ 7 ก็พร้อมที่จะทำประโยชน์ต่างๆให้กับสังคม รู้สึกที่จะอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดีต่อไป แต่ถ้าบุคคลใดไม่พัฒนาถึงขั้นนี้ จะเกิดความรู้สึกท้อถอย เหนื่อยหน่ายในชีวิต คิดถึงแต่ตนเองไม่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับคนบางคนที่ทิ้งบ้านนอกไปทำประโยชน์ให้กับสังคม
8. บูรณาการกับความสิ้นหวัง (Integrity VS. Despair) (ในช่วง60 ปีขึ้นไป) เป็นช่วงของวัยชราซึ่งเป็นวัยสุดท้าย ถ้าบุคคลผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มาด้วยดี ก็จะมองอดีตเต็มไปด้วยความสำเร็จ มีปรัชญาชีวิตตนเอง ภูมิใจในการถ่ายทอดประสบการณ์ต่างให้แก่ลูกหลาน แต่ถ้าตรงกันข้ามกันชีวิตมีแต่ความล้มเหลว ก็จะเกิดความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต เสียดายเวลาที่ผ่านมาไม่พอกับชีวิตในอดีตไม่ยอมรับสภาพตนเอง เกิดความคับข้องใจต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขาดความสงบสุขในชีวิต
สรุป ทฤษฎีของอีริคสัน เป็นทฤษฎีที่อธิบายพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่งวัยทารกจนถึงวัยชรา อีริคสันเชื่อว่า วัยแรกของชีวิตเป็นวัยที่เป็นรากฐานเบื้องต้น และวัยต่อ ๆ มาก็สร้างจากรากฐานนี้ ถ้าหากในวัยทารกเด็กได้รับการดูแลอย่างดีและอบอุ่น ก็จะช่วยให้เด็กมีความเชื่อถือในผู้อื่นที่อยู่รอบ ๆ ตั้งแต่บิดามารดา บุคคลต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขา จะช่วยให้เด็กช่วยตนเอง มีความตั้งใจที่จะทำอะไรเอง และเมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็นผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีสมรรถภาพที่จะทำอะไรได้ นอกจากนี้จะมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น สามารถที่จะยอมรับสิ่งที่ดีและไม่ดีของตนเองได้ แต่บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และทุกคนมีโอกาสที่จะแก้ไขบุคลิกภาพของตน และผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมก็มีส่วนที่จะช่วยส่งเสริมหรือแก้ไขบุคลิกภาพของผู้เยาว์ที่อยู่ในความดูแลให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

3.แนวความคิดตามทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของแฮรี สแต็ค ซัลลิแวน  
                 1. โครงสร้างบุคลิกภาพ
ซัลลิแวนเห็นว่า พันธุกรรมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการสร้างบุคลิกภาพ โครงสร้างบุคลิกภาพจึงเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลที่มีความสัมพันธ์ด้วยอาจมีชีวิตอยู่จริงหรือเป็นบุคคลในฝัน ในเทพนิยาย หรือเป็นบุคคลเด่น ๆ ก็ได้ เขาเชื่อว่าบุคลิกภาพเป็นการทำงานประสานกันระหว่าง การแปรเปลี่ยนพลัง (Dynamics)  การสร้างภาพบุคคล(Personification) และกระบวนการคิด (Cognitive Process)
1.1.      การแปรเปลี่ยนพลัง (Dynamics)  เป็นกระบวนการปรับตัวของบุคคล ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ถึงความต้องการของผู้อื่นแล้วแสดงพฤติกรรม ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ทั้งที่อาจไม่ได้ต้องการตามนั้น
1. ภาพตนเองที่ว่า ฉันดี” (Good Me) ซึ่งเป็นผลของประสบการณ์ที่รับการยอมรับจากการ
อบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ให้ความรู้สึกรักใคร่ อบอุ่น เอาใจใส่ ห่วงใย  ทำให้เกิดความพึงพอใจ
 2. ภาพตนเองที่ว่า ฉันเลว” (Bad Me) เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการได้การอบรม
เลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่ ไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการ จึงทำให้เด็กเกิดความไม่พอใจ
                         3. ภาพตนเองที่ว่า ไม่ใช่ฉัน” (Not Me) เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูแบบขู่เข็ญหรือทำให้หวาดกลัวอย่างรุนแรงทำให้เกิดความวิตกกังวลสูง จึงแสดงพฤติกรรมออกมาในเชิงปฏิเสธว่า ไม่ใช่ฉันเพราะเป็นสิ่งที่เด็กไม่ ต้องการรับรู้
1.2  การสร้างภาพบุคคล (Personification) เป็นภาพที่บุคคลวาดขึ้นจากการที่ตนได้ไปสัมพันธ์กับคนอื่นภาพเหล่านี้อาจเป็นภาพของตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งเป็นภาพที่ถูกต้องหรือไม่ก็ได้ เมื่อภาพเป็นที่ติดตาแล้วก็ยากต่อการเปลี่ยนแปลงและยังมีแนวโน้มที่จะถ่ายโอนไปยังบุคคลอื่นด้วย เช่น ภาพแม่ดีใจ อาจมองว่าผู้หญิงที่เป็นแม่ใจดีทุกคน เป็นต้น
1.3 กระบวนการคิด (Cognitive Process) ซัลลิแวนเชื่อว่ากระบวนการคิดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบุคลิกภาพเขาได้แบ่งกระบวนการคดออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. โปรโตทาซิก (Prototaxic) เป็นกระบวนการคิดของทารกที่ยังไม่ได้ปรุงแต่ง รับรู้สิ่ง
ต่างๆอย่างไม่เฉพาะเจาะจง ไม่เข้าใจความหมาย ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ไม่ตระหนักถึงการดำรงอยู่ของสิ่งนั้น                                                                                                                                     
   2. พาราทาซิก (Parataxic) เมื่อเด็กพัฒนาความคิดสูงขึ้นจะเริ่มเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระ
ว่างสิ่งต่างๆทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้างปนกันไป แต่ความคิดของเด็กถือว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นจริง เช่น อุลตราแมน  เป็นต้น ความคิดดังกล่าวจะส่งผลต่อบุคลิกภาพของบางคนในอนาคต เป็นต้น
3. ซินทาซิก (Syntaxic) เมื่อเด็กมีความสามารถทางงภาษาเพิ่มขึ้นถึงขั้นใช้สัญลักษณ์แล้ว
สภาพความเป็นจริงกับความจริงมากขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ สื่อสารกับผู้อื่นได้เข้าใจ
                   2. การพัฒนาบุคลิกภาพ
  ซัลลิแวนได้แบ่งการพัฒนาบุคลิกภาพตามประสบการณ์เป็น 7  ขั้น
                 1. ขั้นทารก (Infancy) อายุแรกเกิด -18 เดือน วัยนี้จะมีความสุข กับการใช้ปากในการตอบสนองความต้องการอาหารของตนเองด้วยการดูดหรือการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้ประสาทตาสัมผัสกับมือในการดูดนิ้วตนเอง
 2. ขั้นวัยเด็ก (Childhood) อายุ 18 เดือน - 5  เดือน เป็นระยะที่เริ่มหัดพูด ฝึกออกเสียงได้ชัดเจน เริ่มมีเพื่อนและต้องการให้ผู้อื่นยอมรับสถานภาพของตนเอง
3. ขั้นวัยเยาว์ (Juvenile Era) อายุระหว่าง 5-12 ปี เป็นวัยที่เข้าโรงเรียน พัฒนาการทางร่างกายเร็วมากเริ่มรู้จักสังคม มีการร่วมมือและแข่งขัน เรียนรู้ที่จะควบคุมตนอง
4. ขั้นก่อนวัยรุ่น (Pre- Adolescence) อายุ 11-13 ปี เริ่มมีวุฒิภาวะทางเพศ มีการกล้าแสดงออกมากขึ้นและยังต้องการความเท่าเทียมกับผู้ใหญ่
5. ขั้นวัยรุ่นตอนต้น (Early Adolescence) อายุระหว่าง 13- 17 ปี เป็นวัยที่มีความพอใจในเรื่องเพศ ต้องการคบเพื่อนเดียวกันและต่างเพศ ต้องการความเป็นอิสระไม่อยากพึ่งพาใคร
6. ขั้นวัยรุ่นตอนปลาย (Late Adolescence) อายุ 17-19 ปี ร่างกายเจริญเต็มที่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้และเข้าใจตนเอง เรียนรู้บทบาทในสังคมได้ดี
7. ขั้นวัยผู้ใหญ่ (Adulthood) อายุระหว่าง 20-30 ปี เป็นวัยที่มีพัฒนาการทุกอย่างสมบูรณ์เต็มที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นสร้างหลักฐาน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่

4.แนวความคิดตามทฤษฎีจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ของจุง
คาร์ล กูสตาฟว์ จุง (Carl Gustav Jung) เป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับ ซิกมันด์ ฟรอยด์ และยอมรับแนวความคิดของฟรอยด์ที่ว่าพฤติกรรมของคนเราเกิดจากแรงจูงใจของจิตใต้สำนึก แต่ไม่เหมือนกับแนวความคิดของฟรอยด์ จุงเชื่อว่าเป็นเรื่องอำนาจ อภินิหาร ความฝัน และจิตวิญญาณ และเน้นว่าแต่ละบุคคลพยายามจะพัฒนาศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ จุงไม่เห็นด้วยกับฟรอยด์ในเรื่องส่วนประกอบขั้นพื้นฐานของบุคลิกภาพ
จุง เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพไว้ 2 ประเด็น คือ
                       1.โครงสร้างบุคลิกภาพ
                       2.ลักษณะบุคลิกภาพ
                1. โครงสร้างบุคลิกภาพ
จุงเรียกโครงสร้างบุคลิกภาพว่า ไซคี (Psyche) ประกอบด้วยระบบต่างๆ ทำงานร่วมกัน ได้แก่ อีโก้ (Ego) ภาวะจิตใต้สำนึกของบุคคล (Personal Unconscious) ภาวะจิตไร้สำนึกรวมหรืออาร์คีไทป์ (Collective Unconscious หรือ Aroetypes) เพอร์โซนา (Persona) เพศแฝงเร้น (Anima และ Animus) เงาในใจ (Shadow) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.1 อีโก้ คือ จิตสำนึก (Conscious Ego) ประกอบด้วย การจำได้ การรู้สติมีสัมปชัญญะ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรู้จักเอกลักษณ์แห่งตน
1.2 ภาวะจิตใต้สำนึกของบุคคล (Personal conscious) ประกอบด้วย ส่วนของประสบการณ์ที่เคยอยู่ในจิตสำนึกมาก่อน แต่ถูกเก็บกดไว้และสามารถดึงขึ้นมาใช้ในจิตสำนึกได้ จุง อธิบายว่า ประสบการณ์จิตสำนึกที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเป็นประสบการณ์ที่สับเปลี่ยนไปมา ถ้าความรู้สึกนึกคิดในจิตใต้สำนึกรวมกันเป็นหมวดหมู่ จุงเรียกสิ่งที่รวมกันเป็นหมวดหมู่ว่า ปม (Complex) เช่น การเกิดปมแม่อยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ชาย ปมนี้ย่อมจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเขาทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางบวกและทางลบ ตัวอย่าง เช่น ชายที่เลือกแต่งงานกับหญิงที่มีลักษณะบุคลิกภาพคล้ายแม่ของตน แสดงว่าชายผู้นี้มีปมแม่อยู่ในจิตไร้สำนึกของเขาซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลือกคู่ครองด้วย
1.3 ภาวะจิตไร้สำนึกรวมหรืออาร์คีไทป์ (Collective Unconscious หรือ Aroetypes) เป็นกระบวนการจิตไร้สำนึกที่สั่งสมลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์มาหลายชั่วอายุคน จึงทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีภาวะจิตไร้สำนึกรวมด้วยกันทั้งนั้น จุงเรียกกระบวนการนี้ว่า อาร์คีไทป์ ตัวอย่างเช่น ทารกเกิดมาพร้อมความโน้มเอียงที่รับรู้ และโต้ตอบกับแม่ ทั้งนี้เนื่องมาจากมนุษย์ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่เคยมีความสัมพันธ์กับแม่ที่ฝังอยุ่ในพลังจิต และจะถูกถ่ายทอด และสร้างเป็นรูปแบบในสมองมนุษย์ตั้งแต่อดีตกาลเป็นต้นมา ดังนั้นทารกในปัจจุบันเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะรับรู้และโต้ตอบกับแม่ โดยผ่านประสบการณ์และการฝึกหัด ในชาติปัจจุบันซึ่งมีรากฐานมาจากอดีตชาตอยู่เป็นเบื้องหลัง ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน มนุษย์เกิดมาด้วยความโน้มเอียงหรือทุนเดิมหลายๆ อย่างที่ฝังอยู่ในสมองแล้วมนุษย์จึงสามารถรับรู้และมีความโน้มเอียงที่จะแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น เช่น มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะกลัวความมืด กลัวงู และต้องการอำนาจ เป็นต้น
ภาวะจิตไร้สำนึกรวมซึ่งเป็นมรดกของความทรงจำที่ฝังอยู่ในจิตไร้สำนึกที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษในอดีตกาลดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นรากฐานโครงสร้างของบุคคลและความทรงจำต่างๆ เหล่านี้จะแทรกเข้ามาอยู่ในจิตไร้สำนึก โดยแสงดออกเป็นฝัน เทพนิยาย พิธีกรรมทางศาสนา งานเขียน งานศิลปะหรืออาการโรคจิต โรคประสาม เป็นต้น
นอกจากนี้ตามทัศนะของจุง บุคลิกภาพที่ทางด้านจิตวิทยา 4 อย่างคือ ความคิด (Thinking) ความรู้สึก (Feeling) การสัมผัส (Sensing) และการรับรู้โดยสันชาตญาณ (Intuiting) จุงจัดว่าความรู้สึกและความคิดเข้าคู่กันเรียกว่า ความมีเหตุผล (Rational) เพราะว่าหน้าที่ ความมีเหตุผลจะต้องใช้การตัดสินใจและการใช้เหตุผลที่เป็นข้อพิจารณา จุงจัดว่า การสัมผัสและการรับรู้โดสันชาตญาณเป็นความไม่มีเหตุผล เนื่องจากไม่ใช้หลักเหตุผลทางจิตสำนึก บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลอาจจะถูกกำหนดโดยหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งของหน้าที่ทางด้านจิตวิทยา 4 อย่างดังกล่าว
1.4 เพอร์โซนา (Persona) คือภาวะที่บุคคลแสดงออกตามสถานการณ์ที่สังคมกำหนดให้ซึ่งเปรียบเสมือนที่พบเห็นหรือบุคคลที่มาติดต่อเกี่ยวข้อง หากหารแสดงบทบาทเช่นนี้มีความขัดแย้งกับบุคลิกลักษณะนิสัยที่แม้จริงของตนอย่างมาก บุคคลนั้นจะขาดความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเป็นมามกๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าตัวเองมีบุคลิกแบบแล่นละครหลอกตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา
1.5 เพศแฝงเร้น จุงเรียกลักษณะชายว่า แอนนิมา (Anima) และลักษณะหญิงว่าแอนนิมัส (Animus) จุงเชื่อว่าภายในตัวเองของบุคคลทั้งชายและหญิงต่างก็จะมีส่วนประกอบของเพศตรงข้ามอยู่ภายในตนเอง กล่าวคือ ผู้ชายแต่ละคน จะมีลักษณะความเป็นหญิง มีความสุภาพอ่อนโยนในขณะที่ผู้หญิงแต่ละคนจะมีลักษณะคุณภาพจิตใต้สำนึกแสดงออกให้เห็นความเป็นเพศชาย แนวคิดดังกล่าวนี้มาจากความจริงที่ว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิง จะมีจำนวนฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิงมีความแตกต่างกัน โดยจะปรากฏชัดเจนเมื่อทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีวัยย่างเข้าสู่วุฒิภาวะแล้ว
จุงกล่าวว่า ลักษณะความเป็นหญิงที่มีอยู่ในผู้ชายจะทำงานในทางด้านสร้างสรรค์หรือทางด้านบวก เพื่อใช้สำหรับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเตือนเป็นประจำในกรณีที่พบเหตุการณ์ที่มีอันตรายและจะมีลักษณะความรู้สึกที่เป็นจริง มีความสุภาพอ่อนโยน ตามปกติผู้ชายจะไม่มีความรู้สึกเป็นเช่นนี้และลักษณะความเป็นจริงที่สามารถใช้ในทางด้านทำลาย หรือในทางด้านลบ จะพบเห็นได้ในขณะที่ผู้ชายมีความรู้สึกโกธร ลักษณะความเป็นผู้หญิงจะแสดงออกด้วยการบ่นตลอดเวลาและการมีจิตใจโหดร้าย
ลักษณะความเป็นชายในหญิง สามารถแสดงออกในทางสร้างสรรค์หรือทางด้านบวกเมื่อผู้หญิงมีการโต้เถียง จะแสดงออกถึงลักษณะความเป็นชาย โดยการใช้คำพูดที่มีเหตุผล และเป็นตรรกวิทยา และลักษณะความเป็นชายในผู้หญิงรถใช้ในทางทำลายหรือทางลบได้ ในขณะเมื่อการโต้เถียงอย่างรุนแรงจะมีจุดอ่อนคือขาดเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล
1.6 เงาในใจ (Shadow) คือส่วนของจิตไร้สำนึกรวมที่สัตว์กับมนุษย์มีเหมือนกันและเป็นส่วนที่ถูกเก็บไว้ในจิตไร้สำนึก เช่น ความก้าวร้าว ความต้องการ ได้รับการตอบสนองจากแรงขับทางเพศ เป็นต้น
               2. ลักษณะบุคลิกภาพ ตามแนวทัศนะของจุง แบ่งบุคลิกภาพมนุษย์ออกเป็น 2 แบบคือ
1.แบบเก็บตัว (Introvert) เป็นลักษณะที่บุคคลที่แนวโน้มที่ชี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม หลบหน้าผู้อื่น สนใจแต่โลกภายในของตนมากกว่าที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอก
2.แบบแสดงตัว (Extrovert) เป็นลักษณะของคนที่ตรงกันข้ามกับประเภทแรกคือ คนที่มีลักษณะชอบออกสังคม นิสัยเปิดเผย รู้จักผ่อนปรนบุคลิกภาพในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ รู้จักสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น คบคนง่าย ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเข้าร่วมทำกิจกรรมจริงๆ มากกว่า การอ่านหนังสือหรือนั่งคิดเอาเอง
แต่โดยทั่วไปแล้วบุคคลจะไม่มีลักษณะจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งดังกล่าว บางครั้งอาจเก็บตัว บางครั้งอาจชอบสมาคมโดยธรรมชาติของบุคคลอาจมีลักษณะทั้งสองลักษณะอยู่ในตน ซึ่งอาจจะจัดให้เป็นบุคลิกภาพแบบกลางๆ (Ambivert) กล่าวคือ เป็นพวกที่ไม่เก็บตัวหรือแสดงตัวมากเกินไป เข้าสังคมบ้าง แต่ไม่บ่อยจนเกินไป บุคลิกภาพทั้ง 2 แบบตามทัศนะของจุงนั้น มีส่วนดีและส่วนเสีย เช่น แบบเก็บตัว อาจจะให้ผลดีคือทำให้บุคคลสร้างสรรค์และผลิตสิ่งที่ให้ประโยชน์แต่ในทำนองเดียวกันอาจทำให้เกิดผลเสีย เช่น มีอาการเศร้าซึม คิดแต่เรื่องของตนเองมากเกินไปหรือมีความไม่แน่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนดีของลักษณะแบบแสดงตัว คือ การกล้าตัดสินใจ แต่ถ้าใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เพราะปราศจากการไตร่ตรองที่รอบคอบ ตามทัศนะของจุง กล่าวสรุปได้ว่า บุคลิกภาพของบุคคลจะพัฒนาไปในลักษณะใดก็ย่อมจะเกี่ยวข้องกับภาวะจิตไร้สำนึกรวมของบุคลิกภาพนั้น ซึ่งประด้วยลักษณะของ อาร์คีไทป์หลายๆ ชนิด ที่สั่งสมมาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างวัฒนธรรมกันมาหลายชั่วอายุ

5.แนวความคิดตามทฤษฎีจิตวิทยารายบุคคลของอัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler)
                 อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) เป็นจิตแพทย์ที่ได้ค้นคว้าและพัฒนาบุคลิกภาพขึ้นมาใหม่ เรียกว่า จิตวิทยาปัจเจกชน (Individual psychology)
แอดเลอร์มีความเชื่อว่า บุคคลโดยพื้นฐานแล้วจะถูกจูงใจโดยปมด้อย บุคคลบางคนมีความรู้สึกเป็นปมด้อยเมื่อมีร่างกายพิการ และมีความต้องการที่จะทำการชดเชยปมด้อยเหล่านี้ ความรู้สึกที่ตนมีปมด้อยทำให้เกิดแรงขับที่เรียกว่า ปมเด่น เช่น นักกวีชาวอังกฤษ ลอร์ด ไบรอน (Lord Byron) ขาพิการเป็นแชมป์เปี้ยนว่ายน้ำ บีโซเวน (Beethoven) หูพิการได้สร้างตนเองจนได้รับความสำเร็จเป็นนักดนตรีเอกของโลก
แนวความคิดพื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับบุคลิกภาพของแอดเลอร์มาจากคลินิกรักษาคนไข้โรคจิต คนไข้ของเขามีทั้งศิลปินและนักกายกรรม ซึ่งมาเปิดการแสดงที่สวนสาธารณะบริเวณใกล้ๆคลินิก แอดเลอร์พบว่าคนไข้ที่เข้ามารักษาตัวส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จและมีพละกำลังสมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อสืบประวัติจะพบว่าคนไข้เหล่านี้เป็นเด็กอ่อนแอและเจ็บป่วยบ่อยๆ ในสมัยเมื่อเป็นเด็ก แต่ปัจจุบันกลับเอาชนะความอ่อนแอเหล่านี้ได้ จุดนี้เองทำให้แอดเลอร์สนใจศึกษาแนวความคิดในเรื่องการได้รับความสำเร็จจากการชดเชยความรู้สึกด้อยของบุคคลเหล่านี้
                 แนวความคิดที่สำคัญ
แนวความคิดที่สำคัญของแอดเลอร์มีไม่มากนัก แต่ได้รับการยกย่องว่ามีสาระลึกซึ้งเป็นแนวคิดที่ผิดแปลกจากนักปรัชญาคนอื่นๆ เช่น ฟรอยด์ มีความเห็นว่าพฤติกรรมส่วนมากของมนุษย์ถูกกระตุ้นจากสัญชาตญาณอันมีมาแต่เกิด โดยเฉพาะแรงกระตุ้นทางเพศและก้าวร้าว
จุง เห็นว่าสิ่งที่สะสมอยู่ในจิตไร้สำนึกจะมีส่วนสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
แอดเลอร์ มีความเห็นว่าพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์ได้รับการเร่งเร้าจากลักษณะสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกีบเพื่อนมนุษย์หรือกับพฤติกรรมสังคมเป็นสำคัญ แนวความคิดแอดเลอร์ สรุปดังนี้
               1.ประสบการณ์ในวัยเด็ก
แอดเลอร์ เน้นการอบรมเลี้ยงดูในระยะ 5 ปี แรกของชีวิต ซึ่งจะเป็นระยะที่สำคัญที่สุกต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแอดเลอร์กล่าวว่า เจตคติที่พ่อแม่มีต่อเด็กและสัมพันธภาพภายในครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก เช่น เด็กที่ถูกตามใจจนเสียคนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มักปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ยาก เพรา มักทำอะไรตามใจตัวเองตั้งแต่เด็ก อยากได้อะไรมักหยิบฉวยเอาตามใจชอบ อยากได้อะไรก็ต้องให้ได้ดังใจ ไม่รู้จักทำมาหากิน มีแต่การเรียกร้องจะเอา ไม่มีการรู้จักให้ จากการวิจัยพบว่า อาชญากรส่วนมากมักได้รับการเลี้ยงดูในลักษณะนี้ เด็กที่พ่อแม่ทะนุถนอมหรือตามใจลูกมากเกินไป ย่อมอจะทำให้ลูกหมดโอกาสที่จะเรียนรู้ในการต่อสู้เพื่อบรรลุถึงความเด่นอันเป็นจุดหมายที่คนเราปรารถนา เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจตนเองเป็นบุคคลที่เห็นแก่ตัว อยากเป็นนายเหนือทุกคนและทุกเวลา เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น คอยแต่จะเป็นผู้รับ ไม่รู้จักเป็นผู้ให้บ้าง เด็กที่เกลียดชังพ่อแม่ หรือเด็กที่เกิดมาทามกลางความเกลียดชังระหว่างพ่อและแม่ จะมีผลทำให้เด็กมักรู้สึกว่าโลกเป็นศัตรูกับตน และตนจะต้องเป็นศัตรูกับโลกให้สาสม เด็กจะมีเจตคติว่าทุกคนไม่ชอบตน ดังนั้น จึงต้องสู้กับทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิต่างๆ ตลอกจนความสำเร็จในการแก้แค้นสังคมและผู้อื่น จึงมักเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพไม่เป็นมิตรกับใคร และคบหามิตรได้ยาก บิดามารดาที่ดูแลลูกด้วยความรักและความอบอุ่น จะสนับสนุนให้ลุกช่วยตนเอง สามารถยืนยัดได้ด้วยตนเอง ให้เหตุผล และไม่ตามใจจนเกินเหตุผล มีความเข้าใจ และไม่หักหาญเอาแต่ใจคนเองฝ่ายเดียว เด็กที่โชคดีที่ได้รับการเลี้ยงดูในบรรยากาศเช่นนี้จะเป็นผู้ที่องอาจ กล้าหาญ พร้อมที่จะเผชิญความจริงในชีวิต มีความสนใจในสังคม ไม่เห็นแก่ตัวและมีจิตสำนึกที่ดีต่อการดำเนินชีวิต
เด็กที่มีปมด้อย เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความฝังใจว่าตนเองเป็นผู้มีเคราะห์กรรม ต้องพบกับความล้มเหลวตลอดเวลา แอดเลอร์อธิบายการปรับปรุงตนเอง การได้รับการสนับสุนนและกำลังจะช่วยให้บุคคลเอาชนะปมด้อยและประสบความสำเร็จในชีวิตได้
              2.ความปรารถนามีปมเด่นและมีความรู้สึกมีปมด้อย
แอดเลอร์ มีความเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งครอบงำพฤติกรรมส่วนใหญ่และลักษณะของบุคลิกของตน ซึ่งมีความปรารถนาที่จะมีปมเด่น (Striving for Superiority) ทุกคนอยากความเด่นสักอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนแต่ละวัย แต่ละช่วงอายุ แม้กระทั้งคนโรคจิต โรคประสาทก็ย่อมจะสู้ดิ้นรนเพื่อให้เกิดปมเด่น ซึ่งเป็นแนวการดำเนินชีวิต บางคนอาจจะต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาชนะความยากลำบากเพื่อสร้างปมเด่น แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแรงปรารถนาของแต่ละบุคคล จุดอ่อนของแต่ละบุคคลไม่เฉพาะทางกายเท่านั้น อาจมีจุดอ่อนที่แอดเลอร์เรียกว่า ปมด้อยปมด้อยเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นจากการที่เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ในลักษณะผิดๆ จึงทำให้เด็กเกิดปมด้อย จากความรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยจึงเป็นแรงผลักดันให้ต่อสู้ดิ้นรนปรับปรุงตนเองเอาชนะความยากลำบากเพื่อสร้างปมเด่นขึ้นมา แอดเลอร์มีความเชื่อว่า ปมด้อยและความปรารถนาจะเด่นเป็นแรงผลักดันอันสำคัญยิ่งที่ทำให้คนประพฤติในพฤติกรรมต่างๆ หรือสร้างชีวิตให้มีความหมาย ทั้งปมด้อย และการสร้างปมเด่นเพื่อชดเชยปมด้อยก็ไม่ใช่สิ่งผิดปกติด้วย แต่ก็ไม่ใช่ความสุขสบายเสมอไป แอดเลอร์เชื่อว่าสาระสำคัญของชีวิตคือการแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองมากกว่าการแสวงหาในด้านอื่นๆ
3.ลำดับที่ของการเกิดมีผลต่อบุคลิกภาพ แอดเลอร์ย้ำลำดับที่ของการเกิดทั้งเจตคติที่พ่อแม่มีต่อบุตรย่อมมีความหมายต่อบุคลิกภาพของบุคคลเป้นอย่างยิ่ง ถึงแม้วเราจะเป็นลูกคนที่เท่าใดก็ตาม ถ้าพ่อแม่สามารถทำให้ลูกรู้ว่าลุกทุกคนเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ ให้ความยุติธรรมไม่ลำเอียงต่อลูก ลูกย่อมเกิดความรู้สึกอบอุ่น ยอมรับนับถือตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเองเกิดขึ้น
นอกจากอิทธิพลของครอบครัว แอดเลอร์ยังเน้นถึงอิทธิพลของสังคม และสิ่งแวดล้อมของวัฒนธรรมด้วยว่ามีความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพ สังคมจะกำหนดบทบาทหน้าที่ต่างๆ ให้กับบุคคล เช่น กำหนดพฤติกรรมระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่แตกต่างกัน บุคคลย่อมมีความประพฤติต่อกันได้แก่ การแข่งขัน การร่วมมือ การยอมรับ การทำประโยชน์ให้กับสังคม เหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อบุคลิกภาพของบุคค

6.แนวความคิดตามทฤษฎีตัวตนของโรเจอร์
ทฤษฎีตัวตน (Self Theory) ของ คาร์ล โรเจอร์ การรับรู้ต้องเริ่มจากรับรู้ตนเองให้ถูกต้องก่อน ให้มองตนเองอย่างถูกต้องแท้จริง นำข้อดีของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก้ไขข้อลบ หรือถ้ายังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน ก็ให้รับรู้และหลีกเลี่ยงที่จะเกิดข้อเสียนั้นให้น้อยที่สุด ตามทฤษฎีบอกเอาไว้ว่า บุคคลที่มีประสบการณ์ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความรักกับลูกโดยปราศจากเงื่อนไข จะมีตัวตนทั้ง 3 ตรงกันค่อนข้างสูง แต่บุคคลแต่ละคนก็ได้รับการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่ต่างกัน การมองย้อนไปแล้วนำมาช่วยปรับแก้ไขตนเองในปัจจุบันก็สามารถช่วยได้เช่นกัน ดังนั้นขอเสนอวิธีการปรับใช้ในแต่ละหัวข้อ ดังนี้                                                                                                                                                                       
1.ตนที่ตนมองเห็น (Self Concept) รวบรวมข้อมูลตนตามที่ตนมองเห็นออกมาก่อน อาจจะจดบันทึกข้อมูลไว้ตามที่นึกได้ ไม่จำเป็นต้องนึกให้หมดในครั้งเดียว เพราะบางทีเราก็ลืมเรื่องบางอย่างของตนเองได้ มองตามที่เราเคยเห็นว่าตนเองเป็นอย่างไรมาก่อน ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง
                2.ตนตามที่เป็นจริง (Real Self) คือ ตัวตนตามข้อเท็จจริง ข้อมูลคล้ายกับตนที่มองเห็น แต่เป็นสิ่งที่ยากเพราะบางคนอาจจะเข้าข้างตนเอง ไม่ยอมรับรับตามที่เป็นจริงเพราะรู้สึกด้อยกว่าคนอื่น วิธีที่ช่วยได้ นอกจากตนเองมองตนเองแล้ว อาจจะสังเกตจากที่คนอื่นพูดถึงเรา อาจจะเป็นเพื่อนสนิท แต่ต้องมีการกลั่นกรองด้วย เพราะบางคนไม่ชอบเรา อาจจะพยายามพูดให้เราด้อยกว่า บางคนกลัวเราเสียในพูดแต่สิ่งที่ดี ต้องพยายามที่จะตัดข้อมูลที่เป็นเท็จทั้งจากตัวเรา และคนรอบข้างออก การมองตนตามที่เป็นจริงก็ต้องใช้ระยะเวลา ไม่จำเป็นต้องเร่งมองให้ออกในครั้งเดียว
                3.ตนตามอุดมคติ (Ideal Self) คือตัวตนที่อยากมีอยากเป็น เป็นข้อมูลที่ทุกคนมีอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะปฏิเสธสิ่งที่อยากเป็น แล้วเลือกอย่างอื่นที่ง่ายกว่า ทั้งที่จริงไม่ชอบ เช่น เป็นคนพูดไม่เก่ง อยากพูดเก่งเวลานำเสนองาน แต่เคยลองครั้งแรกแล้วทำไม่ได้ก็สร้างเกราะขึ้นมาด้วยการปฏิเสธสิ่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะข้อมูลที่ได้ก็จะไม่ถูกต้อง ทำให้เราไม่สามารถปรับ ตัวตนของเราได้

7.แนวความคิดตามทฤษฎีบุคลิกภาพของฮอร์นาย
                 แนวความคิดของ Karen Horney คาร์เรน ฮอร์เนย์ (18851952) นักจิตวิเคราะห์ คาร์เรน ฮอร์เนย์ ได้อธิบายว่ามนุษย์มีความต้องการดังนี้
1.  ความต้องการใฝ่สัมพันธ์และการยอมรับยกย่อง ความต้องการที่ไม่แยกแยะ การที่ทำให้ผู้อื่นพอใจและให้เขายอมรับตนเอง (affection and approval)
2.  ความต้องการคู่ และต้องการให้มีผู้ที่ดูแลคุ้มครองตนเอง ต้องการความรัก (partner)
3.  ความต้องการจำกัดตนเองในวงแคบ ให้มีคนคอยสั่ง (restrict one's life to narrow borders)
4.  ความต้องการอำนาจ ที่จะควบคุมผู้อื่น ( need for power, for control over others)
5.  ความต้องการมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น ( to exploit others and get the better of them)
6.  ความต้องการการยอมรับทางสังคม ความภาคภูมิใจ (social recognition or prestige)
7.  ความต้องการได้รับการชื่นชมโดยส่วนตัว ต้องการเป็นคนสำคัญ มีค่า (personal admiration)
8.  ความต้องการความสำเร็จ ต้องการเป็นที่ 1 (personal achievement.)
9.  ความต้องการความเป็นอิสระ (self-sufficiency and independence)
10. ความต้องการความสมบูรณ์สุด (perfection and unassailability)
เธอเสนอว่ามนุษย์แบ่งออกได้เป็นสามประเภท ตามพื้นฐานของความวิตกกังวลและอาการทางจิตประสาทของมนุษย์ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ 3 กลุ่มดังนี้
                1. การเข้าหาคน (พวกยอมคน) Compliance ได้แก่ ความต้องการที่ 1 ,2 และ 3
                2.  การพุ่งเข้าใส่คน (พวกก้าวร้าว) Aggression ได้แก่ ความต้องการที่ 4-8
               3.  การหลีกหนีคน (พวกใจลอย) Withdrawal ได้แก่ ความต้องการที่ 9,10 และ 3
ผลงานวิจัยของฮอร์เนย์พบว่า ไทป์ย่อยในกลุ่มต่าง ๆ เช่น
กลุ่มก้าวร้าว มีคนอยู่สามประเภทคือ
             -      คนหลงตัวเอง
             -      มนุษย์สมบูรณ์แบบ
             -      คนจองหอง
กลุ่มใจลอย
กลุ่มบุคลิก ชอบถอนตัว   ชอบต่อต้าน
กลุ่มยอมคน แบ่งย่อยออกเป็น 3 กลุ่มย่อยอีกคือ
           -      พวกรักสนุก
           -      พวกทะยานอยาก
            -     พวกปรับตัว

8.แนวความคิดตามทฤษฎีบุคลิกภาพของฟรอมม์ อีริค ฟรอมม์
แนวคิดของฟรอมม์สะท้อนให้เห็นว่าได้รับอิทธิพลจากความคิดของคาร์ล  มาร์กซเป็นอย่างมาก  โดยฉพาะจากหนังสือชื่อ ที่เขียนในปี1944  และหนังสือที่เขาเขียนพาดพิงเกี่ยวพันกับความคิดของมาร์กซ์โดยตรงมีหลายเล่มเช่น ฟรอมม์เปรียบเทียบความคิดของฟรอยด์กับมาร์กซ์และแสดงความชื่นชมความคิดของมาร์กซ์มากกว่าความคิดของฟรอยด์ จนฟรอมม์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นนักทฤษฎีบุคลิกภาพแบบมาร์กซ์
มีความเชื่อว่าบุคลิกภาพเกิดจากความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสังคมในการที่จะตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคล ความต้องการที่เป็นพื้นฐานสำคัญของบุคลิกภาพแบ่งได้ 5 ประเภทดังนี้
    1. ความสัมพันธ์ (Relatedness)
    ในฐานะที่เป็นมนุษย์ พวกเราตระหนักดีว่าความเป็นแปลกแยกระหว่างเราและคนอื่นและพยายามที่จะเอาชนะ. ฟรอมม์เรียกว่าต้องการผูกพัน (need for relatedness) และมองว่าความรักคือ ความรู้สึกที่กว้างที่สุด
    2. การสร้างสรรค์ (Creativity)
    ฟรอมม์เชื่อว่า พวกเราต้องการที่จะเอาชนะ อยู่เหนือ(transcend) ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ของเรา: ความรู้สึกว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใครสักคนสร้างขึ้นมา. เราต้องการที่จะเป็นผู้สร้าง. การสร้างสรรค์สามารถทำได้หลายรูปแบบ: เราให้กำเนิดลูกหลาน ปลูกพืช สร้างภาชนะ วาดภาพ เขียนหนังสือ และรักคนอื่น. การสร้างสรรค์ แท้จริงแล้วก็ คือ การแสดงความรัก.
    3. การมีสังกัด (Rootedness)
    พวกเราต้องการมีสังกัด. เราต้องการที่จะรู้สึกว่าทุกแห่งเป็นเสมือนบ้านของเรา แม้กระนั้น ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราก็มีบางอย่างที่แปลกแยกจากโลกตามธรรมชาติ รูปแบบที่ง่ายที่สุดคือการผูกพันอยู่กับแม่ของเราเอง. แต่การที่จะเติบโตขึ้น หมายความว่า เราต้องห่างเหินจากอ้อมอกของมารดา. หากไม่ยอมออกห่างจากมารดา ฟรอมม์เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า การผิดประเวณีทางจิตวิทยา(psychological incest). เพื่อที่จะจัดการกับความยุ่งยากของโลกวัยผู้ใหญ่ เราต้องแสวงหาสังกัดที่ใหม่ และกว้างใหญ่ขึ้น. เราต้องแสวงหาภราดรภาพ(brotherhood) (และภคินีภาพ) กับเพื่อนมนุษย์.
     4. การรู้สึกว่าตนเองมีเอกลักษณ์(A sense of identity)
  "มนุษย์อาจจะถูกนิยามได้ว่าเป็นสัตว์ที่สามารถพูดได้.'" (p 62 of The Sane Society) ฟรอมม์เชื่อว่า พวกเราต้องการที่จะรู้สึกถึงอัตลักษณ์(Identity) แห่งปัจเจกบุคคล(individuality) เพื่อจะรักษาสมดลย์.
บางครั้ง ความต้องการนี้ก็มีอำนาจผลักดันให้เราแสวงหามัน ตัวอย่างเช่น การทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มีสถานภาพหรือพยายามที่พยายามที่จะปรับตัวให้ได้มากที่สุด. บางครั้งพวกเราก็ทำให้ชีวิตเราถดถอยลงเพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม. แต่นี่เป็นเพียงอัตลักษณ์ที่จอมปลอม เป็นอัตลักษณ์ที่เราได้จากคนอื่น แทนที่จะเป็นอัตลักษณ์ที่เราพัฒนาขึ้นเองและ และอัตลักษณ์นั้นก็ไม่ได้สร้างความพึงพอใจให้เรา.
     5. กรอบแนวคิด (A frame of orientation)
    สุดท้าย พวกเราต้องการที่จะเข้าใจและโลกและสถานที่ต่างๆ. อีกครั้ง, สังคมของเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแง่มุมทางศาสนาของวัฒนธรรมเรา ที่มักจะให้คำอธิบายสิ่งต่างให้เราทราบ. หลายอย่าง อย่างเช่น ตำนาน ปรัชญา และศาสตร์ต่างที่ให้แนวคิดแก่เรา.
   ฟรอมม์กล่าวว่า ความต้องการที่จำเป็นจริงๆมี 2 อย่าง: อันดับแรก พวกเราต้องการกรอบแนวคิด (frame of orientation) เกือบทุกอย่างที่เราจะทำ แม้ว่า สิ่งที่เลวร้ายอย่างหนึ่งจะดีกว่าอีกอย่างหนึ่ง! และทำให้คนคนนั้นถูกลวงอยู่บ่อยครั้ง. เราต้องการที่จะเชื่อ แม้ว่า บางครั้งจะเป็นผลร้าย. หากพวกเราไม่ต้องการคำอธิบายแบบคร่าวๆ เราจะสร้างคำอธิบายบางอย่างขึ้นมา โดยใช้การอ้างเหตุผล(rationalization).ประการต่อมา คือ พวกเราต้องการที่จะมีกรอบแนวคิดที่ดี มีประโยชน์ และถูกต้อง นี่คือ ที่ซึ่งเหตุผลเข้ามาเกี่ยวข้อง. นี่คือสิ่งดีๆที่พ่อแม่และคนอื่นๆอธิบายโลกและชีวิตของเราให้เราทราบ แต่ถ้าไม่มีละ มันจะเป็นอะไรดี? กรอบแนวคิดต้องมีเหตุผล

9.แนวความคิดตามทฤษฎีการวิเคราะห์การติดต่อสื่อสาร
                อีริค เบิร์น(Eric Berne) เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองมอนทรีอัล คิวเบค ประเทศแคนนาดา เดิมชื่อว่า เลนนาร์ด เบิร์นสไตลน์ พ่อของเบิร์น เดวิด ฮิลเลอร์ เบิร์นสไตน์ เป็นหมอ ส่วนแม่ของเบิร์น ซารา กอร์ดอน เบิร์นสไตน์ มีอาชีพเป็นนักเขียน เบิร์น มีพี่น้องคนเดียวคือ เกรซ น้องสาวซึ่งมีอายุน้อยกว่าเขา 5 ปี พ่อแม่ของเบิร์นอพยพมาจากรัสเซียและโปแลนด์.
ทั้งพ่อและแม่ของเบิร์น จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์, อีริค ซึ่งสนิทกับพ่อของเขามาก, ได้เล่าถึงการเป็นผู้ช่วยพ่อดูรักษาผู้ป่วย. คุณหมอเบิร์นสไตน์เสียชีวิตด้วยวัณโรคด้วยวัย 38 ปี. แม่ของเบิร์นของเสาหลักของครอบครัวหลังพ่อเขาเสียชีวิต เธอสนับสนุนให้เบิร์นเรียนด้านแพทย์เพื่อดำเนินรอยตามคุณหมอเบิร์นสไตน์พ่อของเบิร์น. เบิร์น จบแพทยศาสตร์ และศัลยศาสตร์จากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ในปี1935
โครงสร้างบุคลิกภาพ
ปกติแล้วในตัวคนๆ หนึ่งจะประกอบด้วยลักษณะการแสดงออก 3 ส่วน นั่นก็คือ ส่วนที่มีลักษณะคล้ายพ่อแม่ (Parent ego state) ส่วนที่มีลักษณะคล้ายผู้ใหญ่ (Adult ego state) และส่วนที่มีลักษณะคล้ายเด็ก (Child ego state) แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และในแต่ละสถานการณ์ บางทีอาจแสดงออกเป็นผู้ใหญ่ บางทีอาจแสดงออกเป็นเด็ก ซึ่งเราจะสามารถสังเกตและวิเคราะห์ได้จากพฤติกรรมการแสดงออกทั้งทางวาจา สีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหวทางกายต่างๆ
สภาวะความเป็นพ่อแม่ (Parent ego state )   แน่นอนที่ว่าลักษณะบุคลิกภาพแบบนี้เราจะได้รับถ่ายทอดจากพ่อ แม่ หรือคนที่เลี้ยงดูเรามา ดังนั้นจึงเป็นการแสดงพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กในปกครอง เป็นลักษณะการประเมินคุณค่า ตัดสินใจต่างๆ โดยใช้มาตรฐานทางสังคม ค่านิยม ความเชื่อ วิถีการดำเนินชีวิตมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาพฤติกรรมของคนอื่น และบางครั้งก็จะมีอคติในการประเมินอันเนื่องจากความเชื่อผิดๆ หรือใช้ประสบการณ์เดิมของตนเข้ามาตัดสิน
 สภาวะความเป็นผู้ใหญ่ (Adult ego state )   เป็นลักษณะบุคลิกภาพที่คล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ดังนั้นบุคคลที่มีลักษณะบุคลิกภาพในสภาวะความเป็นผู้ใหญ่มักจะเป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริง แยกแยะปัญหา ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนพิจารณาตัดสินใจใด ๆ ใช้สติปัญญาพิจารณาความถูกต้องเหมาะสมโดยหลักของเหตุผลไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง จำแนกความเป็นจริงออกจากความคิดเห็น ความเพ้อฝัน ความรู้สึกหรือขนบธรรมเนียมประเพณีได้อย่างเหมาะสม มักจะตรวจสอบสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยคำถามว่า อะไร, ทำไม, อย่างไร, ที่ไหน, เมื่อไรอยู่เสมอ
เราสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น ท่าทางตั้งใจ สนใจ รับข้อมูลต่างๆท่าทางเอาใจใส่ มุ่งมั่นในการทำงาน
สภาวะความเป็นเด็ก (Child ego state )  จะเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่แสดงถึงความคิดความรู้สึกที่แท้จริงของคน เป็นอารมณ์ตามธรรมชาติของเด็กในวัย 07 ปี ที่แสวงหาความสุข ความพึงพอใจให้กับตนเอง และแสดงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นทันทีทันใด เป็นการเปิดเผยอารมณ์ ความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ ตามที่อยากจะเป็น เช่น ตื่นเต้น ตกใจ ดีใจ มีความสุข โกรธ อาย กลัว อิจฉา ไม่พอใจ ไม่กล้าแสดงออก เห็นแก่ตัว ไวต่อการรับรู้ นอกจากนั้นเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่พัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการอบรม ขัดเกลาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้รู้จักไตร่ตรองยอมรับฟัง ยอมทำตาม เชื่อฟัง ชอบพึ่งพาผู้อื่น ไม่กล้าตัดสินใจ
สังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก อย่างเช่น กระทืบเท้า ร้องไห้ ขว้างปาสิ่งของ ตบมือ กระโดดโลดเต้น แสดงอาการดีใจ กริยายอมจำนน ยอมตาม ปฏิบัติตามคำสั่ง อาการเหงา หลบมุม หรือแม้กระทั่งการตกแต่งรถ, ติดสติคเกอร์ ประดับรถด้วยรูปภาพ และถ้อยคำต่างๆ

10.ทฤษฎีมนุษย์นิยม
              เป็นแนวคิดของ Abraham Maslow ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเอง ดังนั้น ความเป็นมนุษย์และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่า  มีความดีงาม  มีความสามารถ  มีความต้องการ  และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน  หากบุคคลมีอิสรภาพและเสรีภาพ  มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
             ทฤษฏีและแนวคิดที่สำคัญๆ ในกลุ่มนี้มี  2 ทฤษฏีและ 5 แนวคิด  คือ 2  ทฤษฏี  ได้แก่         
             1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์  แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ  มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น  และต้องการที่จะรู้จักตนเองและพัฒนาตนเอง  หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการเข้าถึงความต้องการพื้นฐานของผู้เรียน  และตอบสนองความต้องการพื้นฐานนั้นอย่างพอเพียง  ให้อิสรภาพและเสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้  มีการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการรู้จักตนเองตามสภาพความเป็นจริง
            2. ทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์  แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ  มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและเป็นอิสระ การจัดบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการเรียนรู้และเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูเป็นผู้ชี้แนะและทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการเรียนรู้กระบวนการเป็นสำคัญ  ควรจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้อบอุ่น  ปลอดภัย  ครูควรสอนแบบชี้แนะโดยให้ผู้เรียนเป็นผู้นำทางในการเรียนรู้ของตนและคอยช่วยเหลือผู้เรียนให้เรียนอย่างสะดวกจนบรรลุผล 5 แนวคิด ได้แก่
            1. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโคมส์  เชื่อว่าความรู้สึกของผู้เรียนมีความสำคัญต่อการเรียนรู้มาก  เพราะความรู้สึกและเจตคติของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน  หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จึงเน้นถึงความรู้สึกของผู้เรียนเป็นหลัก การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
            2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโนลส์  เชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้มากหากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้  มีอิสระที่จะเรียนและได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาด้วยตนเอง    หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้เน้นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกสิ่งที่เรียนและวิธีเรียนด้วยตนเอง  ลงมือกระทำและยอมรับผลของการตัดสินใจหรือการกระทำของตนเอง
            3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของแฟร์ เชื่อว่าผู้เรียนต้องถูกปลดปล่อยจากการกดขี่ของครูที่สอนแบบเก่า  ผู้เรียนมีศักยภาพและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง  หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้เน้นการให้อิสรภาพและเสรีภาพในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
            4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของอิลลิช เชื่อว่าสังคมแห่งการเรียนรู้เป็นสังคมที่ต้องล้มเลิกระบบโรงเรียน   การศึกษาควรเป็นการศึกษาตลอดชีวิตแบบเป็นไปตามธรรมชาติ  โดยให้โอกาสในการศึกษาเล่าเรียนแก่บุคคลอย่างเต็มที่ หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้เน้นการจัดการศึกษาต่อเนื่องไปตลอดชีวิตไปตามธรรมชาติ
            5. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนีล  เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้มีศักดิ์ศรี  มีความดีโดยธรรมชาติ  หากมนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น  บริบูรณ์ด้วยความรัก  มีอิสรภาพและเสรีภาพ  มนุษย์จะพัฒนาไปในทางที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม  หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้  คือ การให้เสรีภาพอย่างสมบูรณ์แก่ผู้เรียนในการเรียน จัดให้เรียนเมื่อพร้อมจะเรียนจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาไปตามธรรมชาติ

11.แนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
                นักทฤษฎีที่สำคัญ ได้แก่ Pavlov, Thorndike, Wolpe, Watson, Skinner
เชื่อว่า พฟติกรรมของมนุษย์ทั้งหลายเกิดจากการเรียนรู้ มิใช่แรงผลักดันภายในหรือจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นหรือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการที่มนุฐย์ได้มีประสบการณ์เรียนรู้
แนวคิดหลัก
1.มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ที่มีความซับซ้อนที่ระบบการคิด ภาษา และความเข้าใจ
2.พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากประสบการณ์การวางเงื่อนไขและการเรียนรู้ในอดีต
3.พฤติกรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ อธิบายได้ และควบคุมได้
4.ความผิดปกติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยุ่งยากภายในจิตใจของมนุษย์และเป็นเพียงพฤติกรรมอย่างหนึ่งในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
5.พฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกอย่างเหมาะสม จะได้รับแรงเสริมทางบวกและทำให้แสดงออกอีก
6.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถแก้ไขได้โดยการเรียนรู้ใหม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น